[youtube]http://www.youtube.com/watch?v=wnRRDIFNxoM&feature=grec_index[/youtube]ขั้นตอนการผลิตชิ้นส่วนเริ่มด้วยการฉีดพลาสติก,สกรีนและประกอบ ซึ่งใช้แรงงานคนน้อยมากๆ
ยางหยอด งานพลาสติก แม่พิมพ์พลาสติก ออกแบบ,ของขวัญของพรีเมี่ยม,งานพลาสติก,แม่พิมพ์,ของพรีเมี่ยม,ผลิต
โดยธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีโอกาสและความพร้อม ในการนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มาประยุกต์เพื่อเพิ่มโอกาสและเพิ่มมูลค่าทางการตลาด มีอยู่ด้วยกันหลายกลุ่ม แต่ที่โดด เด่นเนื่องจากมีปัจจัยทางด้านวัตถุดิบ รวมถึงมีภูมิปัญหาหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นสนับสนุน ก็ได้แก่
อุตสาหกรรมอาหาร ประเทศไทย มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านวัตถุดิบทางการเกษตร ทั้งพืช ผัก ผลไม้ ปศุสัตว์ ประมง จนได้ชื่อว่าเป็นครัวของโลก ขณะเดียวกัน ก็มีวัตถุดิบที่ สามารถนำมาใช้ปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย โดยเฉพาะพืชสมุนไพรต่างๆ ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ สามารถนำมาประยุกต์และผสมผสานเพื่อพัฒนาอาหารไทยให้มีความหลากหลาย และเพิ่มมูลค่า รวมทั้งเป็นที่ต้องการของตลาด โดยที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตรในรูปวัตถุดิบค่อนข้างมาก ดังนั้นหากสามารถแปรรูปสินค้าส่งออกไปจะช่วยเพิ่มมูลค่า สินค้าให้สูงขึ้น
สินค้าแฟชั่น ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตละส่งออกสินค้าประเภทแฟชั่นชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน ทั้งสิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ รองเท้าและเครื่องหนัง แต่การจะ มุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวจากที่มุ่งเน้นการเป็นผู้รับจ้างผลิต ก็ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปสู่การตลาดที่มุ่งเน้นการแข่งขันด้านคุณภาพ และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เน้นการออกแบบสินค้าทีมีเอกลักษณ์ ตรงตามประโยชน์ใช้สอยของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม และพยายามที่จะสร้างตราสินค้าของตนเองขึ้นมา เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน
อุตสาหกรรมหัตถกรรม เครื่องเรือน จักรสาน งานไม้ โลหะ เครื่องปั้นดินเผา ถือเป็นสินค้าพื้นเมืองที่มีการผลิตอย่างแพร่หลายในชุมชนท้องถิ่นของไทย ซึ่งแต่ละแห่งก็มีรูปแบบ ลวดลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตามความรู้ความชำนาญที่แต่ละท้องถิ่นมี ซึ่งหากสามารถพัฒนาทางด้านการออกแบบสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ จะช่วยให้งาน หัตถกรรมไทย สามารถขยายตลาดส่งออกไปต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น
อุตสาหกรรมภาพยนตร์ กระแสความนิยมในดนตรี ภาพยนตร์ รวมทั้งการแต่งกายสไตล์เกาหลีหรือที่เรียกว่า K-POP ได้รับความยอมรับทั้งในไทยและในภูมิภาคเอเชีย อันถือเป็น หนึ่งในการนำแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาใช้ โดยการผสมผสานเทคโนโลยี ร่วมกับมรดกทางวัฒนธรรมการใช้ชีวิต การแต่งกาย ที่เกาหลีมีลงไปในสินค้า ซึ่งปัจจุบัน ภาพยนตร์และดนตรีไทย ก็กำลังเริ่มก้าวออกไปได้รับความนิยมในต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากไทยมีทุนทางวัฒนธรรมที่สั่งสมและมีประวัติยาวนาน ประกอบกับผู้ผลิตมีการ พัฒนาบทหรือ เนื้อหาสาระของสื่อที่จะถ่ายทอดได้ตรงกับรสนิยมของตลาดต่างประเทศ
สำหรับประโยชน์ที่คาดว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะได้รับ จากการนำแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาพัฒนาสินค้า สามารถสรุปได้ ดังนี้
สร้างศักยภาพการแข่งขันที่ยั่งยืน ประเทศไทยมิอาจจะพึ่งพาปัจจัยการผลิต ทั้งวัตถุดิบ ค่าจ้างแรงงาน ที่มีราคาถูกได้อีกต่อไป ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวมีการปรับตัวสูงขึ้น เป็นลำดับ ทำให้การแข่งขันทางด้านราคามิอาจจะดำเนินไปได้ในระยะยาว ประการสำคัญกลุ่มลูกค้าเป็นจำนวนมาก เริ่มที่จะมีพฤติกรรมความต้องการบริโภคสินค้า ที่มีความแตกต่างจากที่มีทั่วๆไปในตลาด ฉะนั้นการผลิตสินค้าหรือบริการ โดยการใส่นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ จะช่วยให้สินค้ามีความโดดเด่น น่าสนใจ ดึงดูดใจกลุ่มลูกค้าในระยะยาว
สร้างอัตราผลตอบแทน เพื่อให้สินค้าสามารถแข่งขันได้ ผู้ประกอบการทั่วไปจึงต้องตั้งราคาจำหน่ายให้ถูก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อหน่วยต่ำ และหากต้องการกำไรเพิ่มขึ้น ก็จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณจำหน่ายสินค้า ซึ่งก็ต้องเพิ่มกำลังการผลิต และตามมาด้วยการลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ แต่หากธุรกิจมีการใส่นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ลงในตัวสินค้า จะสามารถกำหนดราคาที่เหมาะสมได้ เนื่องจากผู้ซื้อยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มเพื่อคุณค่าที่แฝงอยู่ในตัวสินค้า ทำให้ธุรกิจมีกำไรต่อหน่วย และผลตอบแทนธุรกิจเพิ่มขึ้น
สร้างภาพลักษณ์ ความแตกต่าง เป็นที่จดจำ ที่ผ่านมามีสินค้าไทยเป็นจำนวนมากที่ถูกลอกเลียนแบบสินค้า ทั้งรูปแบบ บรรจุภัณฑ์ และตราสินค้า ในตลาดต่างประเทศ โดยผู้ ผลิตสินค้าในต่างประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า แต่หากสินค้าไทยมีการพัฒนานวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ ใส่เข้าไปในตัวสินค้า จะทำให้การเลียนแบบสินค้าทำได้ยากลำบากขึ้น
กล่าวโดยสรุปแล้ว การเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี 2558 ได้นำมาทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย จากการขยายตลาด ไปสู่ประเทศสมาชิกอื่นๆอีก 9 ประเทศ ที่มีประชากรรวมกันถึงกว่า 500 ล้านคน อันเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าไทยหลายเท่าตัว รวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าโดยเฉพาะมาตรการ ทางด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี สำหรับปัญหาก็คือ การเข้ามาของสินค้าจากประเทศสมาชิกอาเซียน ที่ส่งเข้ามาทำตลาด และสินค้าจากหลายประเทศก็มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทย ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการไทย จำเป็นต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันให้สูงขึ้น โดยหนึ่งในตัวช่วยที่สำคัญก็คือ การพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ภาย ใต้การนำแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาปรับใช้กับการผลิตสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาครัฐเอง ก็จำเป็นต้องเข้ามาสนับสนุนงบ ประมาณ ทางด้านการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม เทคโนโลยี และการออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้เอสเอ็มอีไทย สามารถนำไปต่อยอดการผลิต และช่วยให้เอสเอ็มอีของ ไทย มีศักยภาพการแข่งขันอย่างยั่งยืน สามารถขยายตลาดส่งออกและนำเงินตราเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก
ที่มา…ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
30 สิงหาคม 2554
เป็นที่น่าสังเกตว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยจะต้องเผชิญ ภายหลังจากการเกิดขึ้นของ AEC สามารถแยกออกได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ดังนี้
การแข่งขันเพื่อรักษาตลาดในประเทศ SMEs ไทยอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นอันเกิดจากการรุกเข้ามาของสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านในระยะต่อไป ซึ่งผู้ประกอบการ SMEs ไทยควรศึกษาจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละประเทศ เพื่อประโยชน์ในการปรับตัวรองรับการแข่งขัน ทั้งนี้ ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV อันประกอบไปด้วย กัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม ส่วนใหญ่มีข้อได้เปรียบเด่นชัดในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ และต้นทุนแรงงานที่ค่อนข้างต่ำกว่าไทยโดยเปรียบเทียบ ส่วนมาเลเซียและสิงคโปร์มีจุดแข็งในเรื่อง เทคโนโลยีการผลิต นวัตกรรม การออกแบบผลิตภัณฑ์ และมาตรฐานสินค้า ในขณะเดียวกัน ก็มีการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของตนเอง ให้มีศักยภาพการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยที่ผ่านมา ไทยมีการนำเข้าสินค้าจากประเทศในอาเซียนประมาณ 1.23 ล้านล้านบาท(ปี 2553) ในจำนวนนี้ เป็นการนำเข้าโดยกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ประมาณ 0.33 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 27.0 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมดจากอาเซียน ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทยจากอาเซียน ทั้งใน กลุ่มทั่วไปและกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งปัจจัยสำคัญเกิดจากการปรับลดภาษีภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าปรับ ลดลง ทั้งนี้สินค้าที่มีการนำเข้าจากประเทศอาเซียนโดยเอสเอ็มอีไทยสูงสุดได้แก่ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ น้ำมันปิโตรเลียมและถ่าน หิน และพลาสติกและผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก สำหรับประเทศในอาเซียนที่เอสเอ็มอีไทย มีการนำเข้าสินค้ามากที่สุดได้แก่ สิงคโปร์(ขยายตัว 195.3%) มาเลเซีย (ขยาย ตัว28.2%) อินโดนีเซีย (ขยายตัว8.1%) และฟิลิปปินส์ (ขยายตัว13.7%)
การขยายตลาดส่งออกไปสู่ต่างประเทศ ประเทศสมาชิกอื่นๆในอาเซียนอีก 9 ประเทศ มีประชากรรวมกันถึงกว่า 500 ล้านคน เป็นตลาดที่มีประชากรใหญ่กว่าประเทศไทย 7-8 เท่าตัว ซึ่งแม้ว่าหลายๆประเทศจะมีรายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าไทย แต่หากรวมประชากรในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง ก็มีเป็นจำนวนมาก และในอนาคต ผลจาก การพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในระดับสูงต่อเนื่องหลายปีที่ผ่านมา จะทำให้ประชากรของประเทศเหล่านี้ มีรายได้และกำลังซื้อเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ และจะเป็นตลาด ส่งออกที่มีบทบาทสำคัญต่อสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตโดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยที่ผ่านมาเอสเอ็มอีของไทยมีการส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลกประมาณ 1.75 ล้าน ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 28.4 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย (ปี 2553) และเป็นที่น่าสังเกตว่า อาเซียน เป็นตลาดส่งออกสินค้าของเอสเอ็มอีไทย ที่ มีบทบาทความสำคัญสูงสุด โดยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 0.38 ล้านล้านบาท(มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยไปตลาดอาเซียนอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 21.9 ของมูลค่าการส่งออกเอสเอ็มอีไทยทั้งหมด โดยตลาดอาเซียนที่เอสเอ็มอีไทย มีการส่งออกสูงสุดได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม แต่หากพิจารณาจาก อัตราการขยายตัวสูงสุด จะได้แก่ ฟิลิปปินส์ ขยายตัวร้อยละ 57.1 และอินโดนีเซีย ร้อยละ 46.7 และมีแนวโน้มที่มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยไปตลาดอาเซียน ทั้งในภาพรวม และการส่งออกในส่วนของเอสเอ็มอีไทย จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยสินค้าในกลุ่มเอสเอ็มอีไทยที่มีการส่งออกในสัดส่วนที่สูงได้แก่ น้ำตาล ยาง พลาสติกและผลิตภัณฑ์ ทำจากพลาสติก และเครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือAEC ในปี 2558 นับเป็นประเด็นความท้าทายต่อเอสเอ็มอีไทยพอสมควร โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเพื่อ รองรับการแข่งขันที่จะเพิ่มสูงขึ้น จากการเข้ามาของสินค้านำเข้าที่มีข้อได้เปรียบทางด้านต้นทุนการผลิต ซึ่งจะเข้ามาแย่งตลาดกับสินค้าของไทย ดังนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ของไทย จึงควรนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาปฏิบัติ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความพร้อมในการรับมือกับ AEC โดยจากการศึกษาถึงจุดเด่นของเอสเอ็มอีไทย พบว่ามี แรงงานฝีมือ และมีทักษะทางด้านศิลปะค่อนข้างสูง ประกอบกับขนาดของธุรกิจเอสเอ็มอีที่ไม่ใหญ่มากนัก ทำให้มีความคล่องตัวในการปรับรูปแบบธุรกิจ ให้สอดคล้องกับการ เปลี่ยนแปลงทางด้านการตลาด โดยเฉพาะผู้บริโภคยุคใหม่ ที่นอกจากจะต้องการสินค้าที่เป็นวัตถุแล้ว ยังต้องการคุณค่าหรือรูปแบบและเอกลักษณ์เฉพาะที่แฝงอยู่ในตัวสินค้า ด้วย เรียกได้ว่าผู้ผลิตยุคใหม่จะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการผลิตสินค้า ดังนั้น หากมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำเอาศิลปะ วัฒนธรรม รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไทยมีอยู่ เป็นจำนวนมาก มาผสมผสานเข้ากับตัวสินค้าและบรรจุภัณฑ์ จะยิ่งทำให้สินค้าไทยมีศักยภาพการแข่งขันเพิ่มขึ้น
ที่มา…ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
30 สิงหาคม 2554
Creative Economy : ความสำคัญสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี(SMEs)ในการเข้าสู่ AEC
ปัจจุบัน ภาคธุรกิจเอกชนต่างๆ มีความตื่นตัวและให้ความสนใจกับกระแสความคิด เศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ Creative Economy กันค่อนข้างมาก เนื่องจากการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน มีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2558 ประเทศไทย จะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ จะเปิดเสรีการค้า บริการ และการลงทุนระหว่างกัน ทำให้ผู้ผลิตสินค้าของไทย นอกจากจะต้องเผชิญการแข่งขันกับสินค้าจากประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน ที่ส่งเข้ามาจำหน่ายในไทยแล้ว สินค้าของไทยเองก็ต้องเผชิญกับความท้าทาย ในการออกไปแข่งขันและแสวงหาโอกาสทางการตลาดในต่างประเทศด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น สิ่งที่จะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสำเร็จจึงขึ้นอยู่ที่ว่า ธุรกิจจะมีศักยภาพการแข่งขันมากน้อยเพียงใด ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ประกอบการของไทยเป็นจำนวนมาก มักจะเน้นใช้ปัจจัยทางด้าน ราคาเพื่อการแข่งขันหรือการขยายตลาด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศสมาชิกใน AEC หลายประเทศมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย ทำให้ความได้เปรียบการแข่งขันทางด้าน ราคาของสินค้าไทยเริ่มลดลง ฉะนั้น การจะดึงดูดให้ผู้ซื้อทั้งตลาดในประเทศ รวมทั้งตลาดในกลุ่มอาเซียน หันมาสนใจในสินค้าของไทยมากขึ้น จำเป็นต้องมีการพัฒนาสินค้าให้มี ความแตกต่างจากรูปแบบเดิมๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแทนการแข่งขันทางด้านราคาเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ ก็จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ที่ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาใส่เข้าไปในตัวสินค้าเดิม หรือสร้างสินค้าภายใต้รูปแบบและนวัตกรรมใหม่ ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวความคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้าง สรรค์ ซึ่งเริ่มจะเป็นที่สนใจและมีการพูดถึงในไทยค่อนข้างมากในปัจจุบัน
ภายใต้นิยามของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy จะหมายถึง “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจบน พื้นฐานของการใช้องค์ความรู้(Knowledge) การศึกษา(Education) การสร้างสรรค์งาน(Creativity) และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual Property) ที่เชื่อมโยงกับพื้นฐาน ทางวัฒนธรรม(Culture) การสั่งสมองค์ความรู้ของสังคม(Wisdom) และเทคโนโลยี/นวัตกรรมสมัยใหม่(Technology and Innovation)” หรือพูดง่ายๆก็คือ การผลิตสินค้าหรือ บริการให้แตกต่างจากที่มีอยู่เดิม โดยการใช้เทคโนโลยี/นวัตกรรมสมัยใหม่ ผนวกเข้ากับการใส่ความคิดสร้างสรรค์อันเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะช่วยให้สินค้าและบริการนั้น มีความโดดเด่น น่าสนใจ ดึงดูดใจกลุ่มลูกค้า รวมทั้งมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบางครั้ง การคิดนอกกรอบจากสิ่งที่มีอยู่เดิมเพียงเล็กน้อย ก็อาจสามารถสร้างสรรค์สินค้าใหม่จนเป็นที่ ต้องการของตลาดได้
ทั้งนี้ สศช. ได้จัดประเภทของอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์เบื้องต้น โดยยึดกรอบขององค์การความร่วมมือเพื่อการค้าและการพัฒนา(UNCTAD) และปรับเพิ่มเติมตามรูปแบบของ องค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก และ 15 กลุ่มย่อย ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบโดยกว้าง เพื่อประโยชน์ในการวัดขนาดทางเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ของไทย และสะท้อนถึงความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy นับว่ามีความสำคัญทั้งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยภาพรวม และยังเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจที่จะนำแนวคิดดังกล่าว ไปใช้ ทั้งนี้เนื่องจากในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน การแข่งขันทางการค้าถือว่ามีความรุนแรง เนื่องจากการเปิดเสรีทางการค้าที่แต่ละประเทศได้ทำความตกลงกัน ทำให้กำแพงกีดกัน ทางการค้าลดลงเป็นลำดับ และยิ่งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ จะเปิดเสรีการค้า บริการ การลงทุนระหว่างกัน ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงาน ทำได้โดยเสรีมากขึ้นจากปัจจุบัน จึงมิอาจปฏิเสธได้ว่า AEC จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี(SMEs) ที่เป็นภาคการผลิตสำคัญและมีจำนวนผู้ ประกอบการเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก โดยปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถึงประมาณ 2.92 ล้านราย(ตัวเลข ณ สิ้นปี 2553) และส่วนใหญ่จะอยู่ในภาค การค้าและซ่อมบำรุง 1.38 ล้านราย ภาคบริการ 0.98 ล้านรายและภาคการผลิต 0.55 ล้านราย รวมจำนวนการจ้างแรงงานประมาณ 10.5 ล้านคน รวมทั้งเป็นภาคธุรกิจสำคัญที่ สร้างรายได้ประชาชาติหรือ GDP สูงถึงประมาณ 3.75 ล้านล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 37.1 ของรายได้ประชาชาติทั้งประเทศ
ที่มา…ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
30 สิงหาคม 2554
http://ของขวัญของพรีเมี่ยม.com
LED ส่องสว่าง ทำจากเลนส์ PC
ด้วยกระแสการอนุรักษ์พลังงานและราคาที่แข่งขันได้ทำให้ไดโอดแปล่งแสง LED (Light-emitted diode) กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับเทคโนโลยีการส่องสว่างทั้งภายในและภายนอกอาคาร บริษัท Bayer Material Science ได้พัฒนาพอลิคาร์บอเนต (Polycarbonate หรือ PC) ใส แบรนด์ Makrolon เกรดพิเศษ สำหรับผลิตเป็นเลนส์ที่มีการส่งผ่านแสงสูง ให้แสงที่สว่างไสวและมีประสิทธิภาพดี
นอกจากนั้นเทคโนโลยี LED ยังสามารถใช้ในการปรับแต่งสีของแสงตามต้องการได้อีกด้วย ดังนั้นหลอดส่องสว่าง LED จึงทำให้เกิดความสว่างและสีที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะทำให้ทัศนะวิสัยตอนกลางคืนดีขึ้น
/LED%20%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%20%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%8c%20PC%20(4738)/PIU_Plastic_2011_08_19-04.jpg)
จากการพัฒนาเทคโนโลยีส่องสว่างของบริษัท Bayer Material Science ณ สำนักงานใน Vienna ประเทศออสเตรียได้มีการนำหลอด LED ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท LEDworx GmbH ซึ่งตั้งอยู่ใน Vienna มาใช้แทนหลอดโลหะเฮไลด์ (Metal halide) การเปลี่ยนมาใช้ LED เป็นการเพิ่มความส่องสว่างให้แก่บริเวณหน้าอาคาร ทำให้ทางเดินมีความสว่างและปลอดภัยมากขึ้นและพบว่าผลตอบรับกลับมาดีมากๆ
Thomas Zeiler ผู้จัดการฝ่ายขายบริษัท LEDworx กล่าวว่าหลอด LED มีข้อดีในเรื่องขนาด ความสว่างบนทางเท้าและมีการส่องสว่าง (Illumination) ไปทั่วบริเวณนั้นและที่สำคัญที่สุดคือประหยัดพลังงานลงได้ถึง 25 %
นอกจากนั้นบริษัท Bayer Material Science ยังร่วมมือกับบริษัท Carlco Optics ในการทดสอบ PC แบรนด์ Makrolon LED2643 เกรดใหม่เพื่อจะนำไปผลิตเลนส์สำหรับใช้ในการส่องสว่าง วัสดุนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเฉพาะสำหรับระบบการส่องสว่างแบบ Solid-state lighting (SSL)* บริษัท Bayer Material Science พัฒนาผลิตภัณฑ์นี้และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในกลุ่ม Makrolon® LED เป็นพิเศษสำหรับการประยุกต์ใช้ในการผลิตเลนส์สำหรับ LED
หมายเหตุ ระบบการส่องสว่างแบบ Solid-state lighting (SSL) อาศัยการแปลงพลังงานผ่านแผงวงจร Semiconductor ให้เป็นแสง ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ในการพัฒนาระบบไฟฟ้าแสงสว่าง โดยประกอบด้วยแหล่งกำเนิดแสง 2 ชนิด ชนิดแรก คือ Inorganic Light–emitting Diodes หรือ LED และชนิดที่ 2 คือ Organic Light–emitting Diodes หรือ OLED เทคโนโลยี SSL กำลังเข้ามาแทนที่หลอดไฟฟ้าชนิดหลอดไส้ที่ใช้ทังสเตนเป็นไส้หลอดเผาที่อุณหภูมิสูงเพื่อให้แสงสว่าง หลอดฟลูออเรสเซนต์ และหลอด HID
เรียบเรียงและแปลโดยสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
อ้างอิงจาก: Plastech – Plastics and Packaging Vortal